
เวทีเสวนาในการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติเครือข่ายพัฒนาความเข้มแข็งต่อภัยพิบัติ ครั้งที่ 4
วันที่ 27 สิงหาคม 2569 ณ ห้อง ENV 110 คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ผู้ร่วมเสวนา
- รองศาสตราจารย์ ดร.ปิยภัทร บุษบาบดินทร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
- รองศาสตราจารย์ วชิรวัตติ์ อาริยะสิริโชติ วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
- ศาสตราจารย์ ดร.พีรพงศ์ จิตเสงี่ยม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- ดร.วินัย เชาวน์วิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน)
- ดร.สุรัสวดี ภูมิพานิช นักภูมิสารสนเทศชำนาญการ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและ ภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (ออนไลน์)
ผู้ดำเนินรายการ: ดร.ธายุกร พระบำรุง ผู้อำนวยการหน่วยปฏิบัติการวิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การบรรเทา และการปรับตัว คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
การเสวนาครั้งนี้ สะท้อนภาพร่วมว่า การจัดการน้ำภาคเกษตรในปัจจุบัน ไม่ได้ขาดข้อมูลหรือเทคโนโลยีเสียทั้งหมด ประเทศไทยมีทั้งระบบติดตามสถานการณ์น้ำ แบบจำลองพยากรณ์ ข้อมูลจากสถานีตรวจวัด ข้อมูลดาวเทียม ระบบภูมิสารสนเทศ ตลอดจนเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจอยู่แล้วหลายส่วน แต่ข้อมูล ยังอยู่ต่างแหล่ง มีความละเอียดและความถี่ไม่เท่ากัน และบางพื้นที่ยังมีข้อจำกัดจากการไม่มีสถานีตรวจวัดครอบคลุม จึงยังเกิดช่องว่างระหว่าง “มีข้อมูล” กับ “ใช้ข้อมูลตัดสินใจในพื้นที่ได้จริง”
สิ่งที่เวที ช่วยทำให้เห็นชัดขึ้นคือ การมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดผลลัพธ์ที่ดีเสมอไป หากยังไม่เข้าใจบริบทของพื้นที่ ไม่เข้าใจปัจจัยขับเคลื่อนของปัญหา หรือผู้ใช้ไม่สามารถนำระบบไปใช้งานและดูแลต่อได้ เทคโนโลยี จึงควรถูกมองเป็น “เครื่องมือ” ภายใต้ระบบการจัดการที่เหมาะสม มากกว่าจะเป็นคำตอบในตัวเอง ประเด็นเรื่องความเหมาะสมกับพื้นที่ การยอมรับของผู้ใช้ ความเป็นเจ้าของ ต้นทุน และความสามารถในการบำรุงรักษา จึงมีความสำคัญต่อการนำงานวิจัยไปใช้จริง
อีกช่องว่างสำคัญคือ ระดับของข้อมูลและการบริหารจัดการยังต้องเชื่อมจากภาพใหญ่ เช่น ระดับลุ่มน้ำ ลงมาสู่ระดับที่ท้องถิ่นสามารถใช้ตัดสินใจและดำเนินการได้จริง ในบางกรณี อาจเป็นระดับตำบลหรือพื้นที่จัดการเฉพาะแห่ง ข้อมูลที่ดีจึงต้องไม่เพียง “มี” แต่ต้องเพียงพอ น่าเชื่อถือ เป็นปัจจุบัน และเหมาะกับระดับการตัดสินใจ
จากการแลกเปลี่ยนในเวที จึงเห็นว่า ทิศทางงานวิจัยต่อไป ควรเริ่มจากคำถามของพื้นที่มากกว่าการเริ่มจากเครื่องมือหรือเทคโนโลยี กล่าวคือ ต้องรู้ก่อนว่า พื้นที่กำลังเผชิญปัญหาอะไร ใครเป็นผู้ตัดสินใจ ต้องการข้อมูลอะไร และอะไรคือปัจจัยที่ทำให้ปัญหายังคงอยู่ จากนั้นจึงเลือกข้อมูล เทคโนโลยี หรือมาตรการที่เหมาะสม
สิ่งที่ควรทำต่อจึงมีอย่างน้อย 4 เรื่องสำคัญ คือ การเชื่อมข้อมูลจากหลายแหล่งให้ใช้ร่วมกันได้ การทำข้อมูลให้เหมาะกับระดับการตัดสินใจของพื้นที่ การพัฒนาคนให้สามารถอ่านและตีความข้อมูล และการสร้างระบบหรือกลไกที่ทำให้ผลวิจัยถูกนำไปใช้ต่อหลังโครงการสิ้นสุด
โจทย์ของงานวิจัย จึงควรขยับจากคำถามว่า “เราจะสร้างเทคโนโลยีอะไรเพิ่ม?” ไปสู่“งานวิจัยจะช่วยให้พื้นที่ตัดสินใจและจัดการปัญหาได้ดีขึ้นอย่างไร?”
สาระสำคัญจากเวทีนี้ จึงสรุปได้ว่า การจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพไม่ได้เริ่มจากเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด แต่เริ่มจากข้อมูลที่เชื่อถือได้ ความเข้าใจบริบทของพื้นที่ คนที่ใช้ข้อมูลเป็น และระบบที่ทำให้ความรู้นั้นนำไปสู่การตัดสินใจและการปฏิบัติได้จริงบทความนี้ เป็นการสังเคราะห์ประเด็นจากการเสวนาและข้อมูลประกอบการนำเสนอ เพื่อสะท้อนสถานะ ช่องว่าง และแนวทางที่ควรพัฒนาต่อ มิใช่การถอดคำพูดของผู้ร่วมเสวนารายบุคคล
ภาพและข่าว : คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มมส / ดร.ธายุกร พระบำรุง
เผยแพร่โดย : ชลทิตย์ สีเทา
ณ วันที่ : 7 กันยายน 2569
คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม|Faculty of Environment and Resource Studies Mahasarakham University