
เวทีเสวนาในการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติเครือข่ายพัฒนาความเข้มแข็งต่อภัยพิบัติ ครั้งที่ 4
วันที่ 28 สิงหาคม 2569 ณ ห้อง ENV 110 คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ผู้ร่วมเสวนา
- นายโกพัสต์ สมสาร์ รองนายกเทศมนตรีเมืองมหาสารคาม เทศบาลเมืองมหาสารคาม
- นายณัฏฐวัฒน์ วงศ์ศิริคุณากร หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดมหาสารคาม
- นางสาวกมลวรรณ วงศ์วิลัย ผู้อำนวยการสถาบันลูกโลกสีเขียว ปตท. จำกัด (มหาชน)
- ดร.วินัย เชาวน์วิวัฒน์
ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) - ดร.สุรัสวดี ภูมิพานิช นักภูมิสารสนเทศชำนาญการ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (ออนไลน์)
- นางสาวสุนิสา โฮ เจ้าหน้าที่บริหารโครงการ สำนักงานเพื่อการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติแห่งสหประชาชาติ (UNDRR)
ผู้ดำเนินรายการ: ดร.ธายุกร พระบำรุง ผู้อำนวยการหน่วยปฏิบัติการวิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การบรรเทา และการปรับตัว (CMARE)
การเสวนาวิชาการนี้ สะท้อนภาพร่วมว่า ปัจจุบันพื้นที่ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ หลายแห่งมีทั้งแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ข้อมูล ระบบเตือนภัย เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ เครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจ และเครือข่ายความร่วมมืออยู่แล้ว แต่ช่องว่างสำคัญคือ สิ่งที่มีอยู่ยังเชื่อมกันไม่เต็มที่ และยังไม่ถูกเปลี่ยนเป็นการตัดสินใจและการปฏิบัติได้ทันกับความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไป
มีข้อมูล แต่ต้องทำให้เชื่อถือและใช้ตัดสินใจได้
ข้อมูลภัยพิบัติ มาจากหลายแหล่ง ทั้งสถานีตรวจวัด แบบจำลอง ข้อมูลน้ำ สภาพอากาศ ดาวเทียม และข้อมูลจากพื้นที่ แต่ข้อมูลแต่ละชุดมีความละเอียด ความถี่ และข้อจำกัดต่างกัน การตัดสินใจ โดยเฉพาะการแจ้งเตือนประชาชน จึงไม่ควรอาศัยข้อมูลจาก Sensor หรือระบบใดระบบหนึ่งเพียงอย่างเดียว
สิ่งที่ยังต้องพัฒนาคือ การคัดกรอง ตรวจสอบ วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลหลายแหล่งให้เป็นข้อมูลที่มีความเชื่อมั่นเพียงพอสำหรับการตัดสินใจ รวมถึงการทำให้หน่วยงานและพื้นที่สามารถใช้ข้อมูลที่สอดคล้องกัน ลดความสับสน และตอบสนองต่อสถานการณ์ได้เร็วขึ้น
ในเวลาเดียวกัน “คน” ยังคงเป็นหัวใจของระบบ เพราะแม้จะมีข้อมูลและเทคโนโลยีที่ดี หากผู้ใช้ยังเข้าถึงยาก ตีความไม่เป็น หรือไม่สามารถเชื่อมข้อมูลเข้ากับแผนและภารกิจของตนเองได้ ข้อมูลนั้นก็ยังไม่เกิดประโยชน์เต็มที่
การพัฒนาศักยภาพบุคลากรของท้องถิ่น ชุมชน และผู้ปฏิบัติงานจึงยังจำเป็น ทั้งด้านการใช้ข้อมูล การประเมินความเสี่ยง การตีความสถานการณ์ และการตัดสินใจ ภาคการศึกษาและหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญสามารถเข้ามาช่วยพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้คนในพื้นที่ “ใช้ข้อมูลเป็น” ไม่ใช่เพียง “ใช้เครื่องมือเป็น”
ให้พื้นที่รู้จักตัวเองก่อนกำหนดว่าจะพัฒนาอะไร
อีกเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้พื้นที่มองตนเองอย่างเป็นระบบคือ Making Cities Resilient 2030 (MCR2030) ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ธรรมาภิบาล ความเสี่ยง การเงิน ผังเมือง ระบบนิเวศ ศักยภาพองค์กรและสังคม
โครงสร้างพื้นฐานไปจนถึงการตอบโต้และการฟื้นฟู
คุณค่าของ MCR2030 จึงไม่ได้อยู่ที่คะแนน แต่คือการช่วยให้พื้นที่ตอบคำถามว่า เรามีอะไรแล้ว — จุดแข็งอยู่ตรงไหน — ช่องว่างคืออะไร — และเรื่องใดควรทำก่อน
เมื่อเห็นช่องว่างแล้ว จึงสามารถนำไปพัฒนาเป็นโจทย์วิจัย แผนงาน หรือโครงการ และเชื่อมเข้าสู่แผนพัฒนาท้องถิ่น แผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย งบประมาณ และงานประจำ โดยมีเจ้าภาพและกรอบเวลาที่ชัดเจน
ในมุมนี้ งานวิจัย จึงไม่จำเป็นต้องเริ่มจากคำถามของนักวิจัยเพียงอย่างเดียว แต่สามารถเริ่มจากช่องว่างที่พื้นที่ค้นพบด้วยตนเอง แล้วจึงนำวิทยาศาสตร์ ข้อมูล และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยหาคำตอบ
การสร้างเมืองยืดหยุ่นต้องมี “ระบบสนับสนุน” ไม่ใช่เฉพาะงบประมาณ
อีกบทเรียนสำคัญของเวทีคือ การสนับสนุนพื้นที่ ไม่ได้หมายถึงเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงข้อมูล เทคโนโลยี ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ การพัฒนาศักยภาพ เครือข่าย และทรัพยากรทางการเงิน
ในด้านงบประมาณ ท้องถิ่นเอง พยายามมองหาโอกาสจากหลายช่องทาง นอกเหนือจากงบประมาณประจำ เช่น การเข้าร่วมการประเมินหรือประกวดที่มีรางวัลและสามารถนำทรัพยากรมาต่อยอดงานได้ การเสนอขอรับการสนับสนุนจากแหล่งทุนอย่าง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) การทำงานร่วมกับภาคการศึกษา ตลอดจนการเชื่อมกับกิจกรรม CSR ของภาคเอกชน
ในขณะที่การสนับสนุนจากหน่วยงานและเครือข่ายอื่นอาจไม่ได้มาในรูปเงินโดยตรง แต่มีคุณค่าในรูปของข้อมูล เครื่องมือ การอบรม การพัฒนาทักษะ และการนำกรอบอย่าง MCR2030 มาช่วยให้พื้นที่สามารถประเมินตนเองและวางเส้นทางการพัฒนาความยืดหยุ่นได้อย่างเป็นระบบ โดย MCR2030 เองยังเปิดโอกาสให้เมืองเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญ เครื่องมือ เครือข่าย และการเรียนรู้ข้ามเมืองได้ด้วย
ดังนั้น สิ่งที่ควรทำต่อไม่ใช่เพียง “หาแหล่งทุนให้ได้” แต่ต้องทำให้พื้นที่มีโครงการที่พร้อมรับการสนับสนุน กล่าวคือ รู้ว่าปัญหาคืออะไร มีข้อมูลรองรับ มีเป้าหมายและผู้รับผิดชอบชัดเจน รู้ว่าต้องการการสนับสนุนประเภทใด และสามารถติดตามผลได้ว่าการลงทุนช่วยลดความเสี่ยงหรือเพิ่มความพร้อมของพื้นที่อย่างไร
จากช่องว่าง สู่การลงมือทำ
เมื่อสังเคราะห์ภาพรวมจากเวที สิ่งที่ควรพัฒนาต่อสามารถมองเป็นห่วงโซ่เดียวกันได้ว่า
เข้าใจพื้นที่ → เห็นจุดแข็งและช่องว่าง → มีข้อมูลที่เชื่อถือได้ → พัฒนาคนให้ใช้ข้อมูลเป็น → กำหนดโจทย์และทางเลือก → หาแหล่งสนับสนุนที่เหมาะสม → เชื่อมแผนและงบประมาณ → ลงมือทำ → ติดตามและเรียนรู้
สิ่งเหล่านี้ ทำให้โจทย์การสร้างเมืองยืดหยุ่นไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “เราจะสร้างเทคโนโลยีอะไรเพิ่ม” หรือ “จะหาเงินจากที่ไหน” เพียงอย่างเดียว แต่ควรเริ่มจากคำถามว่า พื้นที่มีความเสี่ยงอะไร มีอะไรอยู่แล้ว ยังขาดอะไร และต้องการข้อมูล คน ระบบ หรือทรัพยากรแบบใด จึงจะสามารถจัดการความเสี่ยงนั้นได้จริง
สาระสำคัญจากเวทีเสวนา จึงสรุปได้ว่า เมืองยืดหยุ่น ไม่ได้เกิดจากการมีข้อมูลมากที่สุด งบประมาณมากที่สุด หรือเทคโนโลยีทันสมัยที่สุด แต่เกิดจากการที่พื้นที่รู้จักตัวเอง มีข้อมูลที่เชื่อถือได้ มีคนที่ใช้ข้อมูลเป็น มีแผนและกลไกที่ชัดเจน และสามารถเชื่อมทรัพยากรจากหลายภาคส่วนไปสู่การลงมือทำได้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับงานวิจัย นี่คือจุดที่ควรขยับจาก “การสร้างองค์ความรู้ให้พื้นที่” ไปสู่ “การทำงานร่วมกับพื้นที่ เพื่อเปลี่ยนช่องว่างที่พบให้เป็นโจทย์วิจัย แผนงาน และผลลัพธ์ที่จับต้องได้”บทความนี้ เป็นการสังเคราะห์ประเด็นจากการเสวนาและข้อมูลประกอบการนำเสนอ เพื่อสะท้อนสถานะ ช่องว่าง และแนวทางที่ควรพัฒนาต่อ มิใช่การถอดคำพูดของผู้ร่วมเสวนารายบุคคล
ภาพและข่าว : คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มมส / ดร.ธายุกร พระบำรุง
เผยแพร่โดย : ชลทิตย์ สีเทา
ณ วันที่ : 7 กันยายน 2569
คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม|Faculty of Environment and Resource Studies Mahasarakham University